วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

เชียงตุง รัฐฉาน เมียนม่าร์

เชียงตุง รัฐฉาน แห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

เชียงตุง เป็นเมืองตั้งอยู่ในรัฐฉานของประเทศเมียนมาร์ อยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน เป็นเมืองของชาวไทเขิน และชาวไทใหญ่ ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองเทียบเท่าเมืองเชียงใหม่แห่งล้านนาไทยและเมืองเชียงรุ่งแห่งสิบสองปันนา โดยชาวไทใหญ่เรียกชื่อเมืองนี้ว่า "เก็งตุ๋ง" ในอดีตเชียงตุงเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางการค้าเชื่อมต่อระหว่างสิบสองปันนากับล้านนา โดยมีพ่อค้าชาวจีนฮ่อเดินทางไปมาค้าขายในเส้นทางนี้

เมื่อจุลศักราช 791 (พ.ศ. 1772) พญามังรายได้ยกกองทัพมายึดเมืองเชียงตุงไว้ในอาณาเขต และส่ง เจ้าน้ำท่วม ผู้เป็นราชบุตรไปปกครองเมืองเชียงตุงเมื่อ พ.ศ. 1786 เชียงตุงจึงเป็นเมือง "ลูกช้างหางเมือง" หรือ "เมืองลูกหลวง" ขึ้นกับอาณาจักรล้านนาและได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาจากล้านนา ก่อนจะกลายเป็นเมืองประเทศราชของพม่าในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง และเป็นอาณานิคมของอังกฤษไปพร้อมกับพม่า มีเจ้าฟ้าอินแถลง เป็นเจ้าครองนครเชียงตุงองค์สุดท้าย

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้ส่งกำลังทหารเข้าบุกยึดเมืองเชียงตุง เมืองพาน เมืองตองยี และสิบสองปันนา มาจากอังกฤษ โดยความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น และญี่ปุ่นช่วยให้เมืองเชียงตุงและเมืองพานมารวมเข้ากับประเทศไทย จัดตั้งเป็นสหรัฐไทยเดิม แต่ก็ปกครองอยู่ได้เพียงแค่ 3 ปี ก็ต้องคืนกลับให้แก่อังกฤษ เพราะว่าญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ปัจจุบันเชียงตุงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่า ซึ่งปัจจุบันคือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

(ข้อมูลโดยละเอียดชมได้ที่ : http://th.wikipedia.org/wiki/เชียงตุง)

ทริปนี้ผมไม่ได้ขับรถไปเอง เพราะติดปัญหาใหญ่ที่เมียนม่าร์ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขับรถข้ามชายแดนเข้าไปเอง (ทีจริงได้แต่ต้องเป็น VIP และต้องประสานงานกันยกใหญ่ ซึ่งเราไม่ได้อยู่ในคนกลุ่มนั้น) มติของคณะทัวร์ลงพุงจึงตกลงกันว่าจะให้บริษัททัวร์จัดการเรื่องทริปทั้งหมด โดยให้จัดรถตู้ 9 ที่นั่ง 2 คันเป็นพาหนะพาเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปส่งเราที่แม่สาย แล้วเดินเท้าข้ามแดนที่ด่านแม่สายไปท่าขี้เหล็ก จากนั้นจึงเดินทางต่อไปด้วยแท็กซี่ท้องถิ่นอีก 5 คันไปยังเมืองเชียงตุง และพาไปเที่ยวตลอดทริป

เราเริ่มออกเดินทางในตอนเย็นของวันที่ 11 เมษายน 2556 และจะกลับถึงกรุงเทพฯในตอนเช้าวันที่ 16 เมษายน 2556 ไฮไลท์ของทริปนี้คือ "วัดบ้านแสน" ครับ

แผนการเดินทางของทริปนี้ เริ่มจากท่าขี้เหล็ก เมืองพยาก เมืองเชียงตุง วัดบ้านแสน

ระยะทางจากเมืองท่าขี้เหล็กถึงเชียงตุงประมาณ 157 กิโลเมตร เป็นถนนราดยางตลอดสาย สภาพเสียหายบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางขึ้นอยู่กับระยะทางที่ห่างจากเมืองเชียงตุงออกไป การเดินทางจะเริ่มจากเมืองท่าขี้เหล็ก มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปประมาณ 83 กิโลเมตร ถึงเมืองแพรกหรือเมืองพยาก เราจะแวะพักกินข้าวกลางวันกันที่เมืองนี้ แล้วออกเดินทางต่อไปอีก 77 กิโลเมตรจนถึงเมืองเชียงตุง อันเป็นพักของเราทั้งทริป ส่วนวัดบ้านแสน ต้องเดินทางขึ้นเหนือไปทางเมืองลาอีกประมาณ 58 กิโลเมตร เป็นจุดครึ่งทางไปเมืองลาพอดี เป็นถนนลาดยางบ้างไม่ราดยางบ้าง สภาพเสียหายปานกลางถึงมากกกกกกก จุดกลางทางนี้เราต้องเลี้ยวซ้ายเข้าถนนรองขึ้นเขาไปวัดบ้านแสน ทางช่วงนี้จะเป็นทางดินลูกรังทั้งหมด ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร แต่เป็น 7 กิโลเมตรที่นานแสนนานและยากเย็นเสียจริง  ^_^

อาหารเช้าที่แม่สาย

เราเดินทางด้วยรถตู้ประมาณ 14 ชั่วโมงรวดก็ถึงแม่สาย แวะล้างหน้าแปรงฟันกันที่ปั๊มและจัดการมื้อเช้ากันก่อนข้ามชายแดน (หลังจากจบทริปแล้ว แม่บ้านบอกว่าไม่เอาไม่นั่งรถตู้ไปต่างจังหวัดอีกแล้ว อิอิ...)

เดินฝั่งซ้าย

เอกสารเรียบร้อยแล้วข้ามชายแดนกันดีกว่า เอกสารก็ไม่มีอะไรมาก ใช้แค่บัตรประชาชนนำไปทำใบผ่านแดนชั่วคราว ไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง ช่วงแรกอยู่ในเขตประเทศไทยก็เดินชิดซ้ายครับ

เดินฝั่งขวา
เดินเลยกึ่งกลางสะพานไปแล้วก็ต้องเปลี่ยนมาเดินชิดขวา เพราะทิศทางการจราจรของเขาตรงข้ามกับบ้านเราครับ (ขับชิดขวา รถพวงมาลัยอยู่ซ้าย)

แท็กซี่ท้องถิ่นที่จะไปส่งเราที่เชียงตุง

โฉมหน้าแท็กซี่ท้องถิ่น สังเกตุว่าเป็นสีขาวหมดทุกคัน ผมถามว่าทำไมมีแต่สีขาว คนขับบอกว่าเวลาซ่อมสี สีขาวจะเสียค่าซ่อมน้อยที่สุด เพราะไม่ต้องผสมแม่สีอื่นอีก ^_^



ผู้โดยสารให้นั่งหลัง 3 คน หน้า 1 คน แต่ครอบครัวผมคงนั่งหลัง 3 คนไม่ไหว


สภาพถนนช่วงออกจากท่าขี้เหล็ก ยังเรียบกริบอยู่ ปล่อยให้ตายใจไปก่อน


ถึงเมืองพยาก แค่ครึ่งทางไปเชียงตุง แวะพักกินข้าวกลางวันกันก่อนครับ


คนถิ่นนี้เขานิยมเอาน้ำฉีดล้อ ฉีดหม้อน้ำ ฉีดเครื่องกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งรถจักรยานยนต์ จะเห็นได้ว่าจุดพักรถไม่ว่าเล็กใหญ่จะมีบ่อน้ำไว้คอยบริการ เขาว่าเพื่อระบายความร้อนครับ



อาหารที่เมืองพยากเป็นอาหารไทยใหญ่ ที่รสชาดถูกปากอร่อยดีทีเดียวครับ



ช่วงที่ไปเป็นเดือนเมษายน ท้องทุ่งนาสีเขียวๆก็จะมีให้เห็นน้อยหน่อยครับ นาขั้นบันไดหาชมยาก


จะมีด่านเก็บค่าใช้ทางอยู่เป็นระยะ


ถึงที่พักแล้วครับ โรงแรมสามยอด ตึกใหม่เอี่ยมเลยครับ


ห้องพักดี มีทุกอย่างครบ แอร์ ทีวี พัดลม ยกเว้น "ไฟฟ้า" ครับพี่น้อง มีเสาไฟฟ้า มีสายไฟฟ้า แต่ไม่มีไฟฟ้าส่งมาจากต้นทางครับ โรงแรมจึงต้องปั่นไฟใช้เอง และการปั่นไฟก็ใช้ได้เฉพาะแสงสว่างและพัดลมที่พัดเอื่อยๆ แอร์จึงใช้การไม่ได้ นอนมองได้อย่างเดียว ...


ไปชมเมืองกันดีกว่า "ไม้หมายเหมือง" เป็นต้นยางขนาด 10 คนโอบ อายุประมาณ 300 ปี ดูเด่นเป็นสง่า



วัดหลวง "วัดมหาเมี๊ยะมุนี" ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงตุง สักการะ "พระมหาเมี๊ยะมุนี" หรือ "พระมหามัยมุนี (Mahamuni Buddha) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์


โดยทั่วไปแล้วหากผู้เยี่ยมชมประสงค์จะปิดทองที่องค์พระ จะต้องฝากทองให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเป็นคนนำขึ้นไปปิดให้แทน แต่ยังไงก็ไม่ทราบพวกเรามีโอกาสดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปปิดทองที่องค์พระได้เองเลย พระมหาเมี๊ยะมุนีที่เมืองเชียงตุงนี้เป็นองค์จำลองนะครับ ส่วนองค์จริงประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์



 ขบวนรถของเรา ตั้งแถวจอดรอที่หน้าวัดหัวข่วง (ตรงข้ามกับวัดมหาเมี๊ยะมุณี)


วัดหัวข่วงตั้งอยู่ใจกลางวงเวียนเมืองเชีย­งตุง มีพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนหลายสิบองค์

  

สวยงามมาก น่าจะทำมาจากหินอ่อนนะครับ 


ฝีมือการแกะแผ่นโลหะ ประดับเชิงชายรอบวัด


วัดจองคำ หรือ วัดจอมตอง หรือ วัดจอมทอง แห่งเมืองเชียงตุง


 โฉมหน้าคณะทัวร์ลงพุง





พระประธาน   


พักชมวัดในเมืองไว้ก่อน ตอนนี้เดินทางไปวัดบ้านแสน อันเป็นเรื่องราวและเป็นที่มาของทริปนี้
 

จากที่เล่าไว้แล้วตอนต้นว่าต้องใช้เส้นทางทางไปเมืองลาประมาณ 58 กิโลเมตร จะถึงปากทางเข้าวัดบ้านแสน และจากปากทางเข้าไปตามถนนดินอีก 7 กิโลเมตรก็จะถึงวัดบ้านแล้วครับ แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณไปตอนนี้ 7 กิโลเมตรสุดท้ายนี้ จะทำให้คุณประทบใจไปนานเท่านาน เพราะเป็น 7 กิโลเมตรสุดท้ายที่มีแต่ฝุ่นล้วนๆ ฝุ่นละเอียดขนาดเอาไปทำเป็นแป้งเด็กโรยตัวได้เลยละครับ


ก่อนจะไปถึงวัดแสนคำ ประมาณ 3 กิโลเมตร จะผ่านวัดบ้านแยกก่อนครับ วัดนี้มีศิลปะแนวเดียวกันกับวัดบ้านแสน แต่อายุน้อยกว่า ซึ่งก็ได้เวลาที่เราจะแวะพักกินอาหารกลางวันกันละครับ


อาหารแบบปิกนิคเป็นอาหารพื้นๆ แต่อร่อยมากเลยครับ กินกันไม่เหลือให้เก็บกลับกันเลยทีเดียว



 วัดบ้านแยก


หน้าบรรณ


 ประตูวิหาร



พระประธาน


พระแก้วมรกตองค์เล็ก

  

อำลาวัดบ้านแยกไว้แค่นี้ก่อน จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ "วัดบ้านแสน"


  และแล้วก็มีรถของชาวคณะรอดขึ้นไปได้แค่ "คันเดียว" ที่เหลือก็


เดินสิครับ บนถนนที่ฝุ่นหนาเกือบคืบ


แต่สิ่งที่รอเราอยู่ที่ปลายถนนสุดทาง ช่างงดงามเหลือเชื่อ












 



หลังจากชมวัดบ้านแสนแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจตั้งอยู่หลังวัดบ้านแสน ใช้เวลาเดินเท้าไปไม่ถึง 15 นาที นั่นก็คือชุมชนบ้านแสน ชาวไทดอย (ลั๊วะ) นั่นเอง


ชุมชนบ้านแสนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ เรียกตนเองว่า "ไทดอย" ออกเสียงว่า "ไตหลอย" หรือ "ตำมิละ" หรือ "หลอยตำมิละ"


ที่พิเศษคือ แต่ละครอบครัวจะอาศัยอยู่ในเรือนยาว (Long House) ซึ่งแต่ละหลังจะมีผู้อยู่อาศัยหลายสิบคนขึ้นไป เท่าที่ผมเห็นก็มีประมาณสิบครอบครัวขึ้นไปอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน


การจัดบริเวณเขาจะกั้นห้องนอนไว้ตลอดแนวริมด้านข้างของบ้านทั้งสองฝั่ง หน้าห้องแต่ละห้องยาวตลอดแนว ก็จะทำเป็นที่หุงหาอาหาร และใช้พื้นที่สันทนาการด้วย แต่จะเว้นทางเดินไว้ตรงกลางบ้านตลอดแนว การที่จะดูว่ามีกี่ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในแต่ละบ้าน ก็ให้สังเกตุสามเส้าครับ 1 สามเส้า เท่ากับ 1 ครอบครัว



ไปเจอครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกนี้แต่ดูจากการแต่งตัวแล้วคงไม่ใช่ สามเส้าข้างหน้าคงไม่ใช่ของครอบครัวนี้ครับ ^_^



ขากลับเข้าเชียงตุงก็มีอันต้องซ่อมบำรุงกันกลางทางกันครับ ก็เนื่องมาจากการขับรถขึ้นไปวันบ้านแสนในช่วงเช้า ทำให้แท็กซี่คันที่ผมนั่งต้องหม้อน้ำรั่ว ความร้อนขึ้น



ยกหม้อน้ำออกมาซ่อมกันริมถนนนั่นแหละครับ แต่เขาก็ทำกันได้ครับ แท็กซี่ทุกคันช่วยเหลือกันดีมากๆเลย ซ่อมเสร็จไม่มีน้ำเติมก็ขอเอาจากรถบรรทุกที่ขับผ่านไปมา ก็ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีครับ


รุ่งขึ้นวันใหม่เราไปชมหมู่บ้านชาวไทยเขิน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเชียงตุง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่สร้างบ้านด้วยดินทั้งหลังครับ น่าชมมาก



กำแพงบ้าน



รูปแบบของบ้านจะคล้ายคลึกกัน



สามคนนี่น่าจะไม่ใช่คนแถวนี้ ^_^ 


เราต่อไปชมพระธาตุจอมดอย ผ่านทุ่งข้าวเขียวขจีข้างทาง



จอดรถให้เด็กๆลงไปดูว่า ต้นข้าวมันเป็นเยี่ยงนี้นะหนู



ขึ้นเขาไปเล็กน้อย ไปชมพระธาตุจอมดอย



พระธาตุสวยงาม



แปลกตา



แล้วปลายทางของถนนสายนี้ก็ไปหยุดอยู่ที่หมู่บ้านแอ่น บ้านกลางป่าดอยของเมืองเชียงตุง



ปลูกบ้านตามเชิงลาดเขา ลดหลันน่าชม แต่ผมไม่ได้ขึ้นไปข้างบน ผมรอข้างล่าง ^_^



มีสินค้า OTOP ด้วย ก็กระจายรายได้กันไปเล็กน้อย ตามแต่จะศรัทธา



วันนี้จบลงด้วยมื้อเย็น แบบนี้ครับ ไม่ค่อยถูกปากสักเท่าไหร่



รุ่งขึ้นเราก็ไปชมวัดยางโกง หรือ วัดยางกวง ที่วัดนี้มีความพิเศษคือมี "พระเกล็ดนาค" ครับ


ที่จริงคือพระพุทธรูปที่ประดับด้วยกระจกสี ในเชียงตุงมีเพียง 2 องค์เท่านั้น 



ดูกันใกล้ๆ



ไปต่อกันที่วัดเชียงยืน อายุเก่ากว่า 700 ปีแล้วครับ



ตกแต่งแนวสีออกโทนแดง



ดูสงบดีครับ



ปิดท้ายด้วยพระยืนชี้นิ้ว



และหนองตุง


กับของที่ระลึก เครื่องเขินเมืองเชียงตุง


เช้าวันสุดท้ายในเชียงตุง หลังจากจัดการอาหารเช้าเสร็จ คณะเราก็เดินทางกลับกันด้วยแท็กซี่คู่ใจที่พาเที่ยวกันมา 3 วัน จากเชียงตุงกลับไปท่าขี้เหล็ก แวะถามหาหมวกที่ลืมเอาไว้ตั้งแต่ขาไปที่ร้านอาหารเมืองพยากก็ยังได้คืนด้วยนะ เรากลับเข้าเมืองท่าขึ้เหล็กในวันที่คนทั้งเมืองยังฉลองสงกรานต์อย่างสนุกสนาน ทำให้รถติดสนั่นลั่นเมือง เราใช้ความเร็วเท่ากับหอยทากเป็นตะคริว และต้องปิดกระจกกันโดนสาดน้ำไปตลอดทาง ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ ที่สำคัญแท็กซี่ไม่มีแอร์ครับ เฮ้อ...จะเป็นลม

เราใช้เวลาเดินทางจากเชียงตุงถึงท่าขี้เหล็กรวมแล้ว 5.30 ชั่วโมง ผ่านพิธีการข้ามแดนแล้วเราต่อด้วยรถตู้ที่มานอนคอยรับเราหลายวันแล้วที่หน้าด่านแม่สาย แวะกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็จมดิ่งไปกับการนั่งรถตู้อีก 14 ชั่วโมง ก็ถึงกรุงเทพครับ


จึงเป็นที่มาของคำว่า "คราวหน้าฉันไม่ นั่งรถอย่างนี้อีกแล้วนะ" 5555

พิกัด GPS

ชุมชนบ้านแสน.ชาวไทดอย - N21.54600 E99.73678
ต้นยาง.หมายเมือง - N21.28110 E99.60521
บ้านดิน - N21.30884 E99.63294
พระธาตุจอมดอย - N21.32722 E99.70743
พระยืนชี้นิ้ว -N21.28777 E99.59711
หมู่บ้านแอ่น -N21.32653 E99.71744
เมืองเชียงตุง - N21.28906 E99.60306
เมืองพยาก - N20.86925 E99.90529
สามยอด.โรงแรม -N21.28673 E99.60549
สามยอด.เกสเฮ้าส์ - N21.29735 E99.61360
วัดเชียงยืน - N21.29278 E99.60201
วัดบ้านแสน - N21.54701 E99.73820
วัดพระธาตุจองคำ -N21.29388 E99.60230
วัดมหาเมี๊ยะมุนี (พระเจ้าหลวง) - N21.29136 E99.60281
วัดยางกวง - N21.30328 E99.60709
วัดเชียงอิน - N21.29486 E99.60574
วัดบ้านแยก - N21.53321 E99.75886


ขอบคุณที่ติดตามชมและสวัสดีครับ
นายทัศนาจร ออนไลน์


วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

พระพุทธมหาธรรมราชา จังหวัดเพชรบูรณ์



เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 จังหวัดเพชรบูรณ์  ร่วมกับประชาชนทุกหมู่เหล่า  ได้จัดสร้าง "พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช"  เป็นพระพุทธรูปเนื้อโลหะหล่อด้วยทองเหลืองบริสุทธิ์  ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์  เพื่อเป็นองค์ประธาน  ประดิษฐาน ณ พุทธอุทยานเพชบุระ (ตรงข้ามสถาบันการพลศึกษา) ถนนสายสระบุรี-หล่มสัก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ยอดพระเกตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขนาดหน้าตัก 11.984 เมตร  มีความหมายว่า

          1  หมายถึง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เอกหนึ่งในดวงใจของชนชาวไทย
          1  หมายถึง  พระพุทธมหาธรรมราชา  ซึ่งมีเพียงองค์เดียวในโลก  เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์  เป็นองค์พระที่อัญเชิญมาประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเพชรบูรณ์
          9  หมายถึง  รัชกาลที่ 9  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
          84 หมายถึง  วโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา

องค์พระฯ หน้าตัก 11.984 เมตร  สูง 16.5899  เมตร  สูงจากพื้นดิน 35 เมตร  หนักกว่า 45 ตัน  โดยเงินทุนในการก่อสร้างมาจากแรงศรัทธาของประชาชนต่อองค์พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ  (ไม่รวมอาคารฐานและภูมิทัศน์) ได้ด้วยเงินบริจาคของประชาชนทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 27 ล้านบาท โดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ  


และที่สุดแห่งมหามงคลคือ ในวันที่ 26 กันยายน 2554  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ปลายยอดจุลมงกุฎและเบิกพระเนตรองค์พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ ณ พุทธอุทยานเพชบุระ จังหวัดเพชรบูรณ์

"พระพุทธมหาธรรมราชา" เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยลพบุรี  หล่อด้วยเนื้อทองสำริด  หน้าตักกว้าง 13 นิ้ว สูง 18 นิ้วไม่มีฐาน  มีพุทธลักษณะพระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ  พระกรรณยาวย้อย  ที่พระเศียรทรงเทริด  หรือมีกระบังหน้าทรงสร้อยพระศอพาหุรัดและรัดประคต  เป็นลวดลายสร้างขึ้นเมื่อไรไม่ปรากฏชัดเจน  แต่จากพุทธลักษณะที่ปรากฏมีความสอดคล้องพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะขอมที่พบในประเทศระยะแรก(ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17  ซึ่งมีรูปแบบทางศิลปกรรมโดยรวมคือ  ประทับนั่งขัดสมาธิราบพระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม  พระเนตรมักจะเบิกอยู่เสมอท่อนบนของพระวรกายอาจจะเปลือยเปล่าหรือบางครั้งครองจีวรห่มคลุม  แต่ท่อนล่างจะใส่สบง  สำหรับสบงนั้นทำเป็นขอบนูนขึ้นมาที่บั้นพระองค์  ซึ่งบางครั้งก็ทำเป็นรัดประคตคาดอยู่  เครื่องทรงประกอบด้วยกระบังหน้าเป็นลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน  รัดเกล้าเป็นรูปกรวยอยู่เหนือพระเศียร ทรงกรองศอแผงมี อุบะห้อย  ทรงกุณฑลเป็นตุ้ม  ส่วนพาหุรัดทรงกรและทองพระบาทอาจมีหรือไม่มีก็ได้  สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัย "พระเจ้าชัยวรมันที่ 7" กษัตริย์แห่งอาณาจักรขอม  



ขอบคุณที่ติดตามชมและสวัสดี
นายทัศนาจร ออนไลน์

ขอบคุณข้อมูลจาก อบจ.จังหวัดเพชรบูรณ์

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฉลามครีบดำ

ปลาฉลามครีบดำ หรือ ปลาฉลามหูดำ (Blacktip reef shark) เป็นปลาฉลามชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carcharhinus melanopterus อยู่ในชั้นปลากระดูกอ่อน มีรูปร่างเพรียวยาว ปากกว้าง มีแถบดำที่ครีบหลัง ครีบไขมัน ครีบก้น และครีบหางตอนล่าง เป็นที่มาของชื่อ กินปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร มีนิสัยไม่ดุร้ายเมื่อเทียบกับฉลามชนิดอื่น ๆ นิยมอยู่รวมเป็นฝูงบริเวณใกล้ชายฝั่ง และอาจเข้ามาในบริเวณน้ำกร่อย หรือปากแม่น้ำ โดยสามารถเข้ามาหากินใกล้ชายฝั่ง แม้กระทั่งในพื้นที่ ๆ มีน้ำสูงเพียง 1 ฟุต ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 2 เมตร ตัวเมียตั้งท้องนาน 18 เดือน ออกลูกเป็นตัว ครั้งละ 2-4 ตัว เมื่อโตขึ้นมาแล้วสีดำตรงที่ครีบหลังจะหายไป คงเหลือไว้แต่ตรงครีบอกและครีบส่วนอื่น

ปลาฉลามครีบดำ นับเป็นปลาฉลามชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในทะเล มีนิสัยเชื่องคน สามารถว่ายเข้ามาขออาหารได้จากมือ เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้ที่นิยมการดำน้ำ พบทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน นิยมใช้บริโภคโดยเฉพาะปรุงเป็นหูฉลาม เมนูอาหารจีนราคาแพง และนิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงามอีกด้วย

คลิปข้างล่างนี้ผมถ่ายมาจากอ่าวไม้งาม อุทยานแห่งชาติหมูเกาะสุรินทร์เมื่อปลายปี 2555 ครับ



ขอบคุณที่ติดตามชมและสวัสดีครับ
นายทัศนาจร ออนไลน์

ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

ชื่อเมืองศรีเทพ ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2447 ในคราวที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์  สืบเนื่องจากทรงค้นพบชื่อนี้ในทำเนียบเก่าบอกรายชื่อหัวเมือง และในสมุดดำซึ่งเป็นต้นร่างกะระยะทางให้คนไปแจ้งข่าวการสิ้นรัชการที่ 2 ตามหัวเมืองต่างๆ มีเส้นทางหนึ่งไปทางเมืองสระบุรี เมืองชัยบาดาล เมืองศรีเทพ และเมืองเพชรบูรณ์ จึงตั้งสมมุติฐานว่า เมืองศรีเทพคงอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก ในคราวนั้นทรงสืบค้นพบว่า ศรีเทพ เป็นชื่อเดิมของเมืองวิเชียรบุรี ซึ่งเพิ่งจะมาเปลี่ยนชื่อในสมัยรัชการที่ 3 ทรงสันนิษฐานว่าชื่อเมืองศรีเทพที่วิเชียรบุรี มีต้นเค้ามาจากเมืองโบราณที่อยู่ทางใต้ลงมาราว 30 กิโลเมตร ซึ่งทางสำรวจพบวัตถุโบราณโบราณสถานต่างๆมากมาย จึงทรงเรียกเมืองโบราณแห่งนี้ว่า เมืองศรีเทพ นับได้ว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียกชื่อเมืองนี้ว่า เมืองศรีเทพ เป็นประองค์แรกและได้ใช้ชื่อนี้มาจนปัจจุบัน

เมืองศรีเทพ มีคูน้ำคันดินเป็นกำแพงเมืองล้อมรอบ พื้นที่ 2,889 ไร่ เมืองในมีเนื้อที่ประมาณ 1,300 ไร่ ลักษณะเป็นรูปเกือบกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีช่องประตูเมือง 6 ช่องทาง พื้นที่ภายในเป็นที่ราบลอนลูกคลื่น มีโบราณสถานราว 40 แห่ง มีสระน้ำและหนองน้ำกระจายอยู่ทั่วไป เมืองนอกมีเนื้อที่ประมาณ 1,589 ไร่ ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าต่อออกไปทางด้านทิศตะวันออกของเมืองใน พื้นที่เป็นที่ราบมีช่องประตูเมือง 6 ช่องทาง มีสระน้ำอยู่ทั่วไปและมีโบราณสถานราว 54 แห่ง ส่วนนอกเมืองโบราณมีโบราณสถานอยู่ทั่วไปราว 50 แห่ง

โบราณสถานที่สำคัญ

เขาคลังใน : เป็นศาสนสถานประเภทวัดพุทธศาสนา มีกำแพงศิลาล้อมรอบ ชื่อโบราณสถานมีที่มาจากความเชื่อของคนในท้องถิ่นที่เชื่อว่าเป็นคลังเก็บสิ่งของมีค่า หรือคลังอาวุธในสมัยโบราณ

อาคารประธานเป็นอาคารในศิลปะแบบทวาราวดี เช่นเดียวกันกับโบราณสถานที่วัดโขลง เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทิศตะวันออก ส่วนที่เหลืออยู่ทั้งหมดคือส่วนฐานก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ภายในก่อทึบตัน ที่ส่วนล่างของฐานยังเหลือภาพปูนปั้นประดับลายก้านขด รูปสัตว์ และคนแคระแบก กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 14 ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบน ซึ่งยังเหลือปูนฉาบเป็นลานกว้าง มีร่องรอยว่าเดิมอาจมีสถูปประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันตก และวิหารขนาดเล็กอยู่ด้านหน้า แต่ปัจจุบันพังทลายไปเกือบจะไม่เหลือร่องรอย ภายในบริเวณวัดยังมีเจดีย์ราย วิหาร และอาคารขนาดเล็กหลายแห่ง

ปรางค์ศรีเทพ : เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ปราสาทประธานเป็นแบบศิลปะเขมร ส่วนบนก่อด้วยอิฐฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูน ตั้งอยู่บนลานดินที่ก่อรอบด้วยศาลาแลงเป็นฐานสี่เหลี่ยมยกพื้นสูง หันหน้าไปทางทิศตะวันตก สองข้างลานด้านหน้ามีบรรณาลัย 2 หลัง เป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน มีทางเดินรูปกากบาทเรียกว่าสะพานนาค เชื่อมต่อระหว่างโคปุระหรือประตูทางเข้าด้านหน้า กับพื้นที่ส่วนล่างซึ่งมีทางเดินศิลาแลง และฐานอาคารประกอบพิธีกรรมอีกหลายแห่ง

จากการขุดค้นโบราณสถาน พบทวารบาลหินทรายสมัยบายน และชิ้นส่วนทับหลัง กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนกลีบขนุนที่ยังสลักไม่เสร็จ จึงสันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้คงสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 และได้รับการซ่อมแซมแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนามหายานตามความนิยมในช่วงสมัยบายนของเขมรในต้นพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

ปรางค์สองพี่น้อง : เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ปราสาทประธานเป็นแบบศิลปะเขมร ก่อด้วยอิฐ ฐานเป็นศิลาแลง ฉาบปูนทั้งองค์ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีปราสาทหลังเล็กที่สร้างเพิ่มขึ้นภายหลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน จึงเป็นที่มาของชื่อโบราณสถาน บริเวณหน้าปราสาทมีทางเดินและอาการประกอบพิธีกรรมต่างๆก่อด้วยศิลาแลงหลายหลัง ด้านหน้าสุดมีทางเดินรูปกากบาท และจากการขุดค้นโบราณสถานได้พบประติมากรรมรูปสุริยเทพ หรือพระอาทิตย์ ที่บริเวณทางเดินด้านนี้

การขุดค้นโบราณสถานพบทับหลังจำหลักรูป “อุมามเหศวร” ซึ่งปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่ปราสาทหลังเล็ก มีลักษณะศิลปะแบบบาปวนนครวัด ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 และรูปเคารพได้แก้ โคนนทิ ฐานโยนี และศิวลึงค์ ถูกฝังไว้ในระดับใต้ฐานอาคาร จึงสันนิษฐานว่าแต่เดิมโบราณสถานแห่งนี้คงจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ต่อมาอาจเปลี่ยนแปลงเป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธมหายาน เช่นเดียวกับปรางค์ศรีเทพ ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 จึงได้มีการฝังรูปเคารพในศาสนาเดิมไว้ใต้ฐานอาคาร

อุทยานประวิติศาสตร์ศรีเทพ อยู่ในความดูแลของ สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม , มีวิทยากรนำชมอุทยานฯ บริการนำชมโบราณสถานรอบเมืองในด้วยรถไฟฟ้า

ที่ตั้ง : อยู่ในอำเภอศรีเทพ ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 107 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอวิเชียรบุรีประมาณ 25 กิโลเมตร นับจากสี่แยกทางหลวงหมายเลข 21 ตัดกับทางหลวงหมายเลข 2211 (ก็คือสี่แยกวิเชียรบุรี ที่มีร้านไก่ย่างเยอะๆนั่นแหละครับ) มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอีก 7 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานประวิติศาสตร์ศรีเทพ

พิกัด :  ทางเข้าด้านศูนย์ข้อมูลฯ อุทยานประวิติศาสตร์ศรีเทพ (เมืองใน) N15.47403 E101.14639

ค่าธรรมเนียม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท, เปิดบริการทุกวันระหว่าง 08.00 – 16.30 น.

ข้อมูล : จากแผ่นพับของ อุทยานประวิติศาสตร์ศรีเทพ สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี

ขอบคุณที่ติดตามชมครับ
นายทัศนาจร ออนไลน์

ปรางค์ศรีเทพ
เขาคลังใน

ปรางค์สองพี่น้อง